Department of Army Transportation วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม 2561
หน้าหลัก arrow คำถามที่มักถามบ่อย arrow อยากได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ทหารต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
 
อยากได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ทหารต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? พิมพ์

คำแนะนำการทดสอบบุคคล
เพื่อขอรับใบอนุญาตพิเศษสำหรับขับรถยนต์ทหาร

การทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตพิเศษสำหรับขับรถยนต์ทหาร แบ่งการสอบเป็น ๒ ประเภท คือ
                ๑. การสอบทางปฏิบัติ
                ๒. การสอบข้อเขียน


การสอบทางปฏิบัติ
ความมุ่งหมาย
เพื่อทดสอบความรู้ความสามารถของพลขับในการปฏิบัติเกี่ยวกับการขับรถ การปฏิบัติตามกฎจราจร และการใช้ความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในการขับรถบนถนน
มาตราฐานที่ต้องการ ผู้เข้ารับการทดสอบ ต้องสอบผ่านสถานีทดสอบได้ทุกสถานี และต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่า ๖๕ ใน ๑๐๐ คะแนน
วิธีการและการปฏิบัติ ผู้เข้ารับการทดสอบจะต้องทำการทดสอบสถานีต่าง ๆ ตามลำดับ โดยแบ่งสถานีทดสอบเป็น ๔ สถานี ดังนี้
                สถานีทดสอบที่ ๑ การนำรถเข้าจอดในที่จำกัด ( การหยุดรถตามจุดที่มุ่งหมาย )
                สถานีทดสอบที่ ๒ การขับรถตามช่องทางบังคับ ( การขับรถในที่จำกัด )
                สถานีทดสอบที่ ๓ การขับรถขึ้น - ลง ลาด ( การเปลี่ยนเกียร์บนพื้นลาด )
                สถานีทดสอบที่ ๔ การปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจร

การสอบข้อเขียน
ความมุ่งหมาย เพื่อทดสอบความรู้ในเรื่องส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ เครื่องยนต์ การขับรถ การปรนนิบัติบำรุง กฎจราจร เครื่องหมาย และสัญญาณต่าง ๆ รวมทั้ง พรบ.จราจรทางบก
มาตราฐานที่ต้องการ ผู้เข้ารับการทดสอบ ต้องตอบปัญหาสอบได้คะแนนไม่น้อยกว่า ๕๕ ใน ๑๐๐ คะแนน
วิธีการและการปฏิบัติ ผู้เข้ารับการทดสอบ จะได้รับปัญหาสอบ และต้องตอบปัญหาสอบภายในเวลาทดสอบที่กำหนด
( หมายเหตุ ผู้ที่ผ่านการทดสอบทางปฏิบัติแล้ว จึงจะมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบข้อเขียน )


คำแนะนำสนามทดสอบ

สถานีทดสอบที่ ๑ การนำรถเข้าจอดในที่จำกัด ( การหยุดรถตามจุดที่มุ่งหมาย )
ความมุ่งหมาย
                ๑. ให้สามารถจอดรถในพื้นที่แคบและจำกัดล้อมรอบ
                ๒. รู้จักการกะระยะตามขนาดของรถ
                ๓. รู้จักการใช้พวงมาลัย ประกอบกับการใช้เกียร์เดินหน้า และถอยหลัง

ลักษณะของสถานีทดสอบ




                ๑. ขีดเส้นตรง สมมุติให้เป็นเส้นทางฟุตบาท (ก)
                ๒. ขีดเส้นตรงเส้นหนึ่งให้ขนาน และห่างจากเส้นฟุตบาทระยะ ๑ ฟุต
                ๓. นำรถที่จะทดสอบ จอดโดยให้ ล้อหน้าและล้อหลังทับเส้น ในข้อ ๒ ดังรูป (ค) วัดจากกันชนหน้า และกันชนหลัง ออกไปด้านละ ๓ ฟุต (ง) และวัดออกไปทางด้านขวาของตัวรถ ๑ ฟุต (จ) นำหลักปักเป็นแนวด้านหน้ารถ จำนวน ๔ หลัก และปักเป็นแนวด้านหลังรถ จำนวน ๔ หลัก ดังรูป
( หมายเหตุ สำหรับรถยนต์บรรทุกขนาด ๒ ๑/๒ ตัน ขึ้นไป ให้ดำเนินการเช่นเดียวกัน แต่ระยะห่างจากกันชนหน้าเพิ่มเป็น ๔ ฟุต ส่วนรถยนต์บรรทุก M.๓๕ ระยะห่างจากกันชนหน้า และหลัง เพิ่มเป็นด้านละ ๔ ฟุต )
วิธีปฏิบัติ
                ๑. นำรถที่จะทดสอบเข้าจอดที่จุดเริ่มต้น เมื่อผู้รับการทดสอบพร้อม กรรมการจะให้สัญญาณเริ่มปฏิบัติ
                ๒. บังคับรถถอยหลังเข้าจอดภายในช่องที่กำหนด โดยให้ปฏิบัติทั้งถอยหลัง และเดินหน้า รวมกันแล้วไม่เกิน ๖ ครั้ง
                ๓. การบังคับรถถอยหลัง เข้าจอดครั้งแรก จะนับเป็นครั้งที่ ๑ ในกรณีที่ผู้รับการทดสอบไม่แน่ใจว่าจะเข้าจอดได้หรือไม่ ให้ยกมือขวา , (ซ้าย) ชูขึ้นนอกตัวรถเพื่อร้องขอเข้าจอดใหม่ เมื่อคณะกรรมการทดสอบอนุญาตแล้ว ให้นำรถเข้าไปที่จุดเริ่มต้น เพื่อปฏิบัติใหม่ (การร้องขอ เพื่อนำรถเข้าจอดใหม่ อนุญาตให้กระทำได้ ๑ ครั้งเท่านั้น)
                ๔. หลังจากบังคับรถถอยหลังครั้งที่ ๑ แล้ว ผู้รับการทดสอบจะต้องบังคับรถ เดินหน้า - ถอยหลัง เข้าจอดภายในช่องที่กำหนดให้ได้รวมแล้วไม่เกิน ๖ ครั้ง
                ๕. เมื่อนำรถเข้าจอดภายในช่องที่กำหนด ผู้รับการทดสอบต้องยกมือขวา , (ซ้าย) ชูขึ้นนอกตัวรถ เพื่อแจ้งให้กรรมการทราบว่าเรียบร้อยแล้ว
                ๖. เมื่อกรรมการตรวจแล้วเห็นว่าได้ตามมาตราฐานที่กำหนด จะแจ้งให้ผู้รับการทดสอบนำรถออกจากช่องจอด โดยจะเดินหน้า - ถอยหลัง กี่ครั้งก็ได้ แต่ต้องไม่ใช้เวลานานเกินสมควรในการ นำรถออก
                ๗. ในขณะปฏิบัติการทดสอบ ห้ามผู้รับการทดสอบบังคับรถชนหลักใด หลักหนึ่ง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และห้ามลงจากรถในขณะทดสอบเด็ดขาด
มาตราฐานที่ต้องการ
                พลขับสามารถนำรถเข้าจอดในที่จำกัดได้ โดยปฏิบัติตามวิธีที่กำหนด และให้ล้อหน้ากับล้อหลังของรถขนานกับขอบฟุตบาท ห่างจากฟุตบาทไม่เกิน ๑ ฟุต ในขณะปฏิบัติ ห้ามหมุนพวงมาลัย ขณะที่รถจอดอยู่กับที่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการชำรุดของยาง และระบบบังคับเลี้ยว และเครื่องยนต์ต้องไม่ดับมากกว่า ๓ ครั้ง

สถานีที่ ๒ การขับรถตามช่องทางบังคับ (การขับรถในที่จำกัด)
ความมุ่งหมาย
                ๑. เพื่อให้สามารถขับรถตามช่องทางบังคับได้
                ๒. รู้จักการกะระยะ ตามขนาดของรถ
                ๓. รู้จักการสังเกต และระมัดระวังสิ่งที่กีดขวางอยู่
                ๔. รู้จักใช้ความเร็วให้เหมาะสม กับช่องทางบังคับ

ลักษณะของสถานีทดสอบ

                นำหลักตั้งเป็นช่องทางบังคับ โดยให้หลักห่างจากตัวรถข้างละ ๑/๒ ฟุต ( สำหรับ รยบ. ๑/๔ ตัน , ๑ ตัน ปิคอัพ ) การตั้งหลักให้ตั้งเป็นคู่ ระยะห่างระหว่างหลักประมาณความยาวของรถ โดยพิจารณาให้รถสามารถเลี้ยวซ้าย และขวา หลบหลีกหลักที่ตั้งไว้ ควรจัดทำไว้อย่างน้อย ๖ คู่
วิธีปฏิบัติ
                ๑. นำรถเข้าจอด ณ. จุดเริ่มต้น
                ๒. ขับรถผ่านหลักที่ตั้งไว้เป็นช่องทางบังคับโดยใช้ความเร็วอย่างเหมาะสม เลี้ยวซ้าย - ขวา ผ่านตามช่องทางจนถึงหลักสุดท้าย
มาตราฐานที่ต้องการ
                พลขับสามารถขับรถผ่านหลักที่กำหนดไว้เป็นช่องทางบังคับโดยไม่ชนหลัก และขับรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามช่องทาง โดยไม่ต้องหยุดหรือถอยหลัง


สถานีที่ ๓ การขับรถขึ้น - ลงลาด ( การเปลี่ยนเกียร์บนพื้นลาด )
ความมุ่งหมาย
                ๑. เพื่อให้สามารถขับขึ้น - ลง ลาดได้โดยปลอดภัย
                ๒. ให้รู้จักสมรรถนะของเครื่องยนต์เมื่ออยู่บนลาด
                ๓. ให้รู้จักการใช้เกียร์ให้สัมพันธ์กับห้ามล้อมือ

ลักษณะของสถานีทดสอบ

เป็นลาดสร้างด้วยซีเมนต์ หรือวัสดุอื่นที่แข็งแรง ความชันของลาดประมาณ ๔๐ %
วิธีปฏิบัติ
                ๑. จอดรถรอที่จุดเริ่มต้นเชิงลาด
                ๒. กรรมการจะให้สัญญาณนำรถขึ้นลาด ให้ผู้เข้ารับการทดสอบขับรถขึ้นไปจอดบนลาด โดยไม่ให้ล้อหน้าพ้นลาดไปอยู่ในแนวระดับ แล้วดึงห้ามล้อมือ เปลี่ยนเป็นเกียร์ว่าง เสร็จแล้วดับ เครื่องยนต์
                ๓. กรรมการให้สัญญาณออกรถ ผู้เข้ารับการทดสอบ ติดเครื่องยนต์ ขับรถขึ้นลาดต่อไป
                ๔. เมื่อถึงกลางสะพานแนวระดับให้ลดความเร็ว ก่อนขับลงลาด
                ๕. ใช้ห้ามล้อบังคับความเร็ว ขณะขับลงลาด
มาตราฐานที่ต้องการ
                การขับรถบนลาด หลังจากติดเครื่องยนต์ใหม่แล้ว เครื่องยนต์ต้องไม่ดับ และต้องไม่ทำให้รถลื่นไหลถอยหลังเกิน ๑ ฟุต ผู้เข้ารับการทดสอบ ต้องมีความระมัดระวัง ในการบังคับรถ และใช้พวงมาลัยบังคับรถให้ตรงเส้นทางขณะขึ้น - ลงลาด


สถานีที่ ๔ การปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจร
ความมุ่งหมาย
                ๑. ปฏิบัติได้ถูกต้องตามเครื่องหมายจราจรที่กำหนด
                ๒. ให้สัญญาณได้ถูกต้อง และเหมาะสมตามโอกาสอันควร

ลักษณะของสถานีทดสอบ

                สนามทดสอบจะติดตั้งเครื่องหมายจราจรไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยมีป้ายบังคับตามกฎจราจร
วิธีปฏิบัติ
                ๑. ผู้เข้ารับการทดสอบ ขับรถตามเส้นทางที่กำหนด โดยจะต้องสังเกตป้ายเตือน และเครื่องหมายจราจร แล้วปฏิบัติตามให้ถูกต้อง
                ๒. แสดงสัญญาณไฟ และสัญญาณมือ ขณะปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจร ถึงจุดประสงค์ว่าจะกระทำสิ่งใด
มาตราฐานที่ต้องการ
                ผู้เข้ารับการทดสอบขับรถได้อย่างถูกต้องปลอดภัย รู้จักป้ายเตือน และเครื่องหมายจราจร แสดงสัญญาณมือ หรือสัญญาณไฟได้ถูกต้อง และมีความระมัดระวัง อยู่ตลอดเวลา มีความตื่นตัว สามารถแปลความหมายของเครื่องหมาย สิ่งบอกเหตุได้เป็นอย่างดี


ข้อบังคับทหาร ว่าด้วยการใช้รถยนต์ทหาร พ.ศ.๒๔๘๐ (โดยย่อ)

มาตรา ๑ วิเคราะห์ศัพท์
                ข้อ ๑ ผู้ขับรถ หมายความว่า เจ้าหน้าที่ขับรถยนต์ทหาร จำแนกเป็น
                " พลขับรถ " หมายความว่า ผู้ขับรถ ซึ่งเป็นทหารประจำการ
                " พนักงานขับรถ " หมายความว่า ผู้ขับรถซึ่งเป็นพลเรือน

มาตรา ๔ ผู้ขับรถ
                ข้อ ๑ การเลือกทหารประจำการเข้าฝึกเป็นพลขับรถนั้น นอกจากจะคำนึงถึง คุณวุฒิ และลักษณะดังกล่าวไว้ในกฎกระทรวงกลาโหมแล้ว ให้เลือกจากผู้ที่เคยได้รับ อนุญาตขับ รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนมาก่อน เมื่อไม่พอ จึงคัดเลือกจากผู้ที่เคยขับรถมาแล้ว แต่ยังมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน และจากผู้ที่ไม่เคยขับรถเลย แต่มีลักษณะดีเป็นลำดับกันไป
                ข้อ ๒ การรับสมัครพนักงานขับรถนั้น ให้คัดเลือกจากทหารกองหนุนที่มีความรู้ และความประพฤติดี และได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร หรือพลเรือนแล้ว ถ้าไม่มีบุคคลดังกล่าวนี้ หรือมีไม่พอ จึงให้รับชายสัญชาติไทย ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ถ้ายังไม่พออีก จึงให้รับทหารกองหนุน และพลเรือนที่มีลักษณะดี นอกจากที่กล่าวแล้ว
                ข้อ ๓ ผู้สมัครเป็นพนักงานขับรถ จะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
                (๑) มีคุณวุฒิ และลักษณะอื่น ๆ ตามกฎกระทรวงกลาโหม
                (๒) มีอายุไม่น้อยกว่า ๒๒ ปี บริบูรณ์ และไม่เกินกว่า ๓๐ ปี

มาตรา ๑๐ ใบอนุญาตพิเศษ
                ข้อ ๑ เมื่อผู้ใดสอบได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙ ข้อ ๕ และจะขอรับใบอนุญาตพิเศษสำหรับขับรถยนต์ทหารแล้ว ให้ส่วนราชการต้นสังกัดของผู้นั้น ส่งรูปถ่ายของผู้ขออนุญาตคนละ ๒ ใบ ขนาดที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๐๒) ออกตาม ความในพระราชบัญญัติรถยนต์ทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ พร้อมกับบัญชีรายชื่อของผู้ขออนุญาต โดยบอก ยศ ชื่อ อายุ ตำหนิ สังกัด ชนิดรถที่ขับ ไปยัง ส่วนราชการดังต่อไปนี้คือ
                        (๑) ส่งไปยัง กรมเสมียนตรา สำหรับผู้ที่สังกัดสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี และส่วนราชการขึ้นตรงต่อสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
                        (๒) ส่งไปยัง กรมสารบรรณทหาร สำหรับผู้ที่สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด ยกเว้นผู้ที่สังกัดกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ
                        (๓) ส่งไปยัง กรมการขนส่งทหารบก กรมการขนส่งทหารเรือ และกรมการขนส่งทหารอากาศ สำหรับผู้ที่สังกัดกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ตามลำดับ
                 ข้อ ๒ การส่งหลักฐาน เพื่อขอรับใบอนุญาตพิเศษสำหรับขับรถนั้น ต้องแจ้งประเภทรถ ให้ชัดเจนด้วยว่า เป็นรถประเภทที่เท่าใด ดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ
                 ประเภทที่ ๑ หมายถึง รถยนต์สายพานที่ใช้คันบังคับ
                 ประเภทที่ ๒ หมายถึง รถยนต์สายพาน หรือกึ่งสายพาน ที่ใช้พวงมาลัยบังคับ หรือรถยนต์ไม่น้อยกว่า ๓ ล้อ บรรทุกน้ำหนักเกินกว่า ๒ ตัน
                 ประเภทที่ ๓ หมายถึง รถยนต์ไม่น้อยกว่า ๓ ล้อ บรรทุก น้ำหนักไม่เกิน ๒ ตัน
                 ประเภทที่ ๔ หมายถึง รถจักรยานยนต์มีพ่วงข้าง
                 ประเภทที่ ๕ หมายถึง รถจักรยานยนต์มีพ่วงท้าย
                 ประเภทที่ ๖ หมายถึง รถจักรยานยนต์ธรรมดา
                 ประเภทที่ ๗ หมายถึง รถทุกประเภท ตั้งแต่ ประเภทที่หนึ่ง ถึง ประเภทที่หก คือขับรถได้ทุกประเภท
                การเขียนใบอนุญาตพิเศษ ให้ลงประเภทที่ด้วยตัวอักษรเท่านั้น ถ้าขอเพิ่มประเภทของรถในใบอนุญาตพิเศษ ก็ให้เติมประเภทของรถที่ขอเพิ่มใหม่ ลงในใบอนุญาตพิเศษฉบับเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนใบอนุญาตใหม่
                                                ฯ ล ฯ
                ข้อ ๕ ผู้ขับรถต้องเก็บใบอนุญาตพิเศษไว้เมื่อตนออกจากประจำการไปแล้ว และเข้ามารับราชการอีก ก็ให้นำมาแสดงด้วย ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร ก็จะได้ให้กระทำหน้าที่นั้น ต่อไป
                                                ฯ ล ฯ


การขอรับใบอนุญาตพิเศษสำหรับขับรถยนต์ทหาร
                เมื่อหน่วยใด (ระดับกรมขึ้นไป) มีผู้ผ่านการทดสอบ และมีความประสงค์จะขอรับ ใบอนุญาตพิเศษสำหรับขับรถยนต์ทหาร ให้หน่วยทำหนังสือถึง กรมการขนส่งทหารบก พร้อมแนบ หลักฐาน ต่าง ๆ มาด้วยดังนี้ คือ
                ๑. บัญชีผู้ขับรถ บอก ยศ , ชื่อ , อายุ , ตำหนิ , สังกัด , ประเภทรถที่สอบ (ตามตัวอย่าง)
                ๒. บัญชีแสดงผลการสอบ หรือสำเนาซึ่งมีรายชื่อของคณะกรรมการทดสอบ
                ๓. รูปถ่าย ขนาด ๓ x ๔ ซม. คนละ ๒ รูป สีหรือขาวดำ แสดงชั้นยศ ชัดเจน โดยให้นายทหารเซ็นรับรองหลังรูป

ตัวอย่าง
บัญชีรายชื่อ ผู้ขอใบอนุญาตพิเศษสำหรับขับรถยนต์ทหาร

ลำดับ
ยศ - ชื่อ
อายุ
ตำหนิ
สังกัด
ชนิดรถที่ขับ
หมายเหตุ
พ.ต.เก่ง กล้าหาญ
๔๕ ปี
นิ้วชี้มือซ้าย
พัน ขส.ที่ ๑
๑/๔ ตัน
ประเภทที่ ๓
จ.ส.อ.ฉลาด รอบคอบ
๕๓ ปี
ข้อมือขวา
พัน ขส.ที่ ๑
๒ ๑/๒ ตัน
ประเภทที่ ๒
ส.อ.ขยัน อดทน
๒๕ ปี
หัวคิ้วซ้าย
พัน ขส.ที่ ๑
รถจักรยานยนต์
ประเภทที่ ๖


                                                                ตรวจถูกต้อง
                                                                                ร.อ.ละเอียด ตาไว
                                                                         นายทหารธุการและกำลังพล
                                                                                ๒๐ เม.ย.๔๔

< ก่อนหน้า   ถัดไป >