Royal Thai Army Transportation Corps
ประวัติกรมการขนส่งทหารบก

          " กรมการขนส่งทหารบก " ถือกำเนิดมาในกองทัพไทย เป็นครั้งแรกในนาม " กรมพาหนะ เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2448 ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาที่ประเทศไทย กำลังเริ่มพัฒนากองทัพไทย ให้เป็นไปตามแบบอย่างของประเทศในภาคพื้นยุโรป และได้มีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการเรื่อยมา จนในบางคราวก็ไม่ปรากฏนามของ " กรมพาหนะ " อยู่ในทำเนียบการจัดกำลัง บางสมัยก็เป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ แฝงอยู่ กับกรมกองอื่น ประกอบกับ การวิวัฒนาการ ทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนยานพาหนะประเภทต่างๆ ก็ได้รับการพัฒนาให้ก้าวไปด้วย ฉะนั้น หากจะพิจารณากล่าวถึง กรมการขนส่งทหารบก ตามยุค ตามสมัย ตามความเจริญและความเสื่อมแล้ว อาจแบ่งได้เป็น 3 ยุคด้วยกัน คือ
           ยุคแรกกำเนิด
           ยุคจัดตั้งกรมพาหนะทหารบก และ
           ยุคเปลี่ยนแปลงเป็นกรมการขนส่งทหารบก

ยุคแรกกำเนิด
           ในยุคแรกกำเนิด โดยกำหนดตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง " กรมพาหนะ " ในปี พ.ศ.2448 ตามแจ้งความ กรมยุทธนาธิการ ลง 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2448 โดยเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกรมบัญชาการทหาร มณฑลกรุงเทพฯ และได้วิวัฒนาการเรื่อยมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2451 ได้เปลี่ยนเป็น " กรมทหารพาหนะรักษาพระองค์ " ขึ้นตรงต่อ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ในปี พ.ศ. 2453 ได้มีการเปลี่ยนการบังคับบัญชา กรมทหารพาหนะรักษาพระองค์ใหม่ โดยไปขึ้นการบังคับบัญชาต่อกองทัพที่ 1 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น " กรมทหารพาหนะกองทัพที่ 1 " และเปลี่ยนเป็น " กรมทหารพาหนะ กองทัพที่ 1 " ในภายหลัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 " กรมพาหนะ " จึงได้กลับไปขึ้นกับ กองพลที่ 1 ตามเดิม ในปี พ.ศ. 2456 - 2458 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการบังคับบัญชาใหม่โดยให้ " กรมทหารพาหนะ " ไปขึ้นการบังคับบัญชากับกองทัพทหารบกที่ 1 ในปี พ.ศ. 2460 ประเทศไทยได้จัดส่งกองทหารบกรถยนต์ไปร่วมรบกับกองทัพพันธมิตร ณ ประเทศฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 1 จนกระทั่งสงครามยุติ จากการปฏิบัติการร่วมรบ กองทหารบกรถยนต์ ได้สร้างเกียรติประวัติอันงดงาม จนกระทั่งรัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบตราอันมีนามว่า " ครัว เดอะ แกร์ " ประดับธงไชยเฉลิมพลเป็นเกียรติยศ
           หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ยุติลง ต่างประเทศได้เร่งปรับปรุงกิจการทหาร โดยเฉพาะในด้านการขนส่ง ให้พัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยอาศัยบทเรียนจากมหาสงครามโลก แต่สำหรับประเทศไทยไม่อยู่ในฐานะที่จะกระทำได้ เพราะต้องตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จนในที่สุดหน่วยทหารพาหนะได้ถูกยุบเลิกไปในปี พ.ศ. 2468 ภารกิจต่างๆ ของทหารพาหนะจึงตกไปรวมอยู่กับทหารสัมภาระโดยสิ้นเชิง นับเป็นการสิ้นอายุขัยของหน่วยทหารพาหนะในยุคแรก

ยุคจัดตั้งกรมพาหนะทหารบก
           หน่วยทหารพาหนะได้หายไปจากวงการทหารของกองทัพบก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 เป็นเวลา 12 ปี กองทัพบกจึงได้ฟื้นฟู และจัดตั้งขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ.2480 โดยจัดตั้งเป็น " กรมพาหนะทหารบก " ขึ้นตรงต่อกรมพลาธิการทหารบก เมื่อ 5 เมษายน 2480 ให้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับรถยนต์ และรับผิดชอบในการ เก็บรักษาและแจกจ่ายน้ำมันให้แก่หน่วยต่างๆ ทั่วทั้งกองทัพบก
           ในปี พ.ศ.2484 ได้จัดตั้ง " กองพันทหารพาหนะ " ขึ้นเป็นหน่วยทหารของ " กรมพาหนะทหารบก " หน่วยแรก เพื่อให้เป็นโครงสำหรับขยายกำลัง และเป็นลูกมือในการฝึก และศึกษาวิชาการขนส่ง " กองพันทหารพาหนะ " ในระยะจัดตั้งใหม่นั้นประกอบด้วยกองร้อยทหารพาหนะรถยนต์ 2 กองร้อย และกองร้อยทหารพาหนะเรือ 1 กองร้อย
           ในปี พ.ศ. 2488 กรมพาหนะทหารบก ได้แยกตัวออกจากกรมพลาธิการทหารบก เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพบก ในขณะเดียวกันได้มีการจัดตั้ง " กองทหารพาหนะ " ของกองทัพและกองพลต่างๆ ขึ้นด้วย
           กรมพาหนะทหารบกในยุคนี้ ได้เริ่มมีการปรับปรุงและวิวัฒนาการ ทั้งในด้านการจัดและยานพาหนะ อันเป็นเครื่องมือขนส่งที่สำคัญยิ่ง ดังจะเห็นได้ว่ายุคนี้ เป็นยุคที่ใช้รถยนต์เป็นหลัก ซึ่งเป็นการตรงกันข้าม กับยุคแรกซึ่งใช้เกวียน รถม้าและสัตว์ต่างๆเป็นพาหนะในการขนส่ง ส่วนอาวุธนั้นคงใช้ปืนเล็กยาวแบบ 66 เป็นอาวุธประจำกาย และปืนกลเบาแบบ 83 เป็นอาวุธประจำหน่วย
           ในปี พ.ศ. 2491 เกี่ยวกับการปรับปรุงด้านการศึกษา ได้จัดส่งนายทหารไปศึกษาวิชาขนส่งแขนงต่างๆ ในต่างประเทศเป็นครั้งแรก นายทหารที่ไปศึกษามาจากต่างประเทศ ได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญในการปรับปรุงกิจการของทหารพาหนะ ให้เป็นที่ประจักษ์ชัด ในความสำคัญของกิจการขนส่งมากขึ้นตามลำดับ

ยุคเปลี่ยนแปลงเป็นกรมการขนส่งทหารบก
           เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. 2494 กองทัพบกได้ปรับปรุงาการจัดใหม่ โดยได้พิจารณาเห็นว่า รูปการจัดกองทัพบกแต่เดิมนั้น ยังไม่เหมาะสมกับกาลสมัย จึงได้มีการประชุมแก้ไขปรับปรุงตลอดมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2495 ได้ตรา พรก. จัดวางระเบียบราชการกองทัพบก ในกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2495ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่ 5 สิงหาคม 2495 ในการปรับปรุงครั้งนี้ กองทัพบกได้เปลี่ยนชื่อ " กรมพาหนะทหารบก " เป็น " กรมการขนส่งทหารบก " มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่อง การขนส่งทางยุทธวิธ ีและการขนส่งโดยทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งนับว่าเป็นภาระอันหนัก กรมการขนส่งทหารบก จึงได้วิวัฒนาการรูปการจัดเรื่อยมา เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ
           เกี่ยวกับวิวัฒนาการทางด้านยานพาหนะนั้น ในปี พ.ศ. 2498 สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือ โดยได้ มอบเงินให้จำนวนหนึ่ง ผ่านทางองค์การ ไอ.ซี.เอ. เพื่อให้จัดหารถยนต์บรรทุกมอบให้กับ กองพันทหารขนส่ง ขส.ทบ. ซึ่งในการนี้ องค์การ ก.ศ.ว. แห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดหา รถยนต์บรรทุกอินเตอร์เนชั่นแนล แบบ เอส. ขนาด 4 ตัน จำนวน 201 คัน กับรถอินเตอร์เนชั่นแนล แบบ เอ. ขนาด 4 ตัน อีกจำนวน 111 คัน รวมทั้งสิ้น 312 คัน
           ด้านยานพาหนะขนส่งทางน้ำ ขส.ทบ. ได้ออกแบบและสร้างเรือบรรทุกยนต์ขึ้นลำหนึ่งชื่อว่า " เรือ 3001 " เป็นทั้งเรือท้องแบน ทำด้วยไม้ กินน้ำตื้น สามารถเดินในแม่น้ำภายในประเทศได้ทุกฤดูกาล เรือดังกล่าวได้สร้างเสร็จประมาณเดือนมกราคม พ.ศ. 2499 และในปี พ.ศ. 2502 สหรัฐฯได้ช่วยเหลือเงิน 691,817.50 เหรียญอเมริกัน เพื่อดำเนินการก่อสร้างเรือบรรทุกยนต์แบบเรือ 3001 แต่เป็นเหล็กมี 2 ขนาด คือ ขนาดกว้าง 14 ฟุต ยาว 48 ฟุต มีระวางบรรทุก 28 ตัน กินน้ำลึกเต็มที่ 3 ฟุต 25 ลำ และขนาดกว้าง 14 ฟุต ยาว 75 ฟุต มีระวางบรรทุก 60 ตัน กินน้ำลึกเต็มที่ 4 ฟุต จำนวน 9 ลำ สร้างเสร็จเมื่อ 1 เมษายน 2504 และได้จัดขึ้นเป็นหน่วย กองร้อยทหารขนส่ง (เรือ) ตาม อจย. ถือเป็นหน่วยนอกโครงการ
           ในปี พ.ศ. 2501 จัดตั้ง กองบินขนส่ง ขึ้นเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501 มีที่ตั้งปกติอยู่ ณ บริเวณสนามบินกองทัพอากาศ ดอนเมือง มีอากาศยานบรรจุไว้ในอัตรา 2 ประเภท คือ เครื่องบินลำเลียงแบบ ซี 47 จำนวน 3 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์แบบ เอส 55 จำนวน 5 เครื่อง และต่อมาก็ได้มีการจำหน่าย ฮ. ดังกล่าวแล้วจัดหา ฮ. แบบใหม่ทดแทน นอกจากนั้นยังได้จัดหาเครื่องบินปีกติดลำตัวแบบต่างๆ ไว้ในราชการอีกด้วย            ในปี พ.ศ. 2503 หน่วยทหารของกรมการขนส่งทหารบก อันได้แก่ กองพันทหารขนส่งรถยนต์บรรทุก ได้แปรสภาพเป็นหน่วยในโครงการ จึงได้เปลี่ยนรถจาก รถบรรทุกอินเตอร์เนชั่นแนล มาเป็นรถ โตโยต้า (ดีเซล) ขนาด 21/2 ตัน 6x6 แบบ ดี ดับลิว 15 แอล ส่วนรถบรรทุกอินเตอร์ฯ ได้โอนให้สำนักงานขนส่งประจำ มทบ. และ จทบ. ต่างๆ ต่อไป
           ในปี พ.ศ. 2506 ได้รับมอบรถสายพานลำเลียงพล แบบเอ็ม 113 จากสหรัฐฯไว้สำหรับเพื่อการฝึกอบรมนายทหาร นายสิบ และได้มีการบรรจุหมวดรถสายพานลำเลียงพล ให้แก่กองร้อยขนส่งรถยนต์บรรทุกที่ 5 และที่ 6
           ในปี พ.ศ. 2507 ได้จัดตั้ง ร้อย ขส.ซบร.บ.ทบ. ขึ้น เพื่อดำเนินการซ่อมบำรุงอากาศยานให้กับกองทัพบก และได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น ร้อย ซบร.บ.ทบ. เมื่อปี พ.ศ. 2511
           ในปี พ.ศ. 2510 ได้รวม " กองคลัง " และ " กองซ่อม " เข้าด้วยกัน เรียกชื่อใหม่ว่า " กองคลังและซ่อม "
           ในปี พ.ศ. 2512 จัดตั้ง ชุดซ่อมบำรุง บ. ปีกหมุนขึ้น 2 ชุด ใช้ อจย. หมายเลข 55 - 500 (9 พ.ค. 11) มีชื่อย่อว่า ชุด " ซบร.บ. ปีกหมุน " ที่ 1 และ 2 เป็นหน่วยขึ้นตรงของ ขส.ทบ. แต่ฝากการบังคับบัญชาไว้กับ รร.การบินทหารบก ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี
           ในปี พ.ศ.2513 จัดตั้ง ร้อย ขส.รยบ.กลาง (ผสม) ขึ้นตาม อจย. หมายเลข 55-18 (20 ม.ค. 12) เป็นหน่วยในบังคับบัญชาของกรมทหารขนส่ง และให้ ขส.รยบ. เปลี่ยนชื่อเป็น พัน ขส. ที่ 1
           ในปี พ.ศ.2514 จัดตั้ง บก. และ ร้อย บก.พัน ขส. ที่ 2 (ผสม) ขึ้นใช้ อจย. หมายเลข 55-16 (15 ส.ค. 09) ใช้ชื่อย่อว่า " พัน ขส. ที่ 2 (ผสม) กรม ขส. "
           ในปี พ.ศ. 2515 จัดตั้งชุด ซบร.บ. ปีกหมุนที่ 9 (ผสม) ขึ้นตาม อจย. หมายเลข 55-5009 พ.ค. 11) และจัดไปสนับสนุนโดยตรง กองบินปีกหมุนที่ 9 (ผสม)
           ในปี พ.ศ. 2518 ให้ " กรมทหารขนส่ง " เป็นหน่วยขึ้นตรง ทบ. และฝากการบังคับบัญชาไว้กับ ขส.ทบ.
           ในปี พ.ศ. 2520 ได้ปรับปรุงการจัดและการดำเนินงานของกรมการขนส่งทหารบกใหม่ ตามคำสั่ง ทบ. (เฉพาะ) ที่ 83/20 ลง 4 สิงหาคม 2520 เรื่อง แก้อัตรากองทัพบก 2506 (ครั้งที่ 22) ซึ่งทำให้รูปการจัดเปลี่ยนแปลงไปจนถึงปัจจุบัน.



เกียรติประวัติทหารขนส่ง


          เหล่าทหารขนส่ง ได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการ ในกองทัพบกไทย เป็นครั้งแรกในนามของ " กรมพาหนะ " เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2448 จนกระทั่งถึงวันนี้ รวมเวลาทั้งสิ้นกว่า 90 ปีแล้ว
           ทหารขนส่ง จัดว่าเป็นหน่วยทหาร เพียงหน่วยแรก และหน่วยเดียว ที่ได้เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า สงครามโลกในครั้งนั้น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2457 โดยมีฝ่ายสัมพันธมิตรฝ่ายหนึ่ง และกลุ่มประเทศเยอรมัน , ออสเตรีย , ฮังการี รวมทั้งประเทศอื่นๆ ในยุโรปภาคกลางอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นสงครามซึ่งอยู่ไกลจากประเทศ และ เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศเล็ก ดังนั้น พระองค์จึงทรงยึดถือ นโยบายความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
           อย่างไรก็ดี พระองค์ได้ทรงสังเกตความเคลื่อนไหว ระหว่างทั้งสองฝ่ายโดยตลอด พระองค์ได้ทรงพบว่า ฝ่ายเยอรมันได้กระทำการอันเป็นการทารุณโหดร้าย ต่อมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่ง จนพระองค์ทนไม่ได้ จึงได้ทำการประท้วง ไปยังชาติเยอรมันให้ยุติการกระทำนั้นเสีย แต่เยอรมันไม่ตอบ และไม่แยแสต่อคำประท้วงใดๆ ของรัฐบาลไทย
           ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงตัดสินพระทัย ประกาศสงครามกับเยอรมันนี เมื่อปีพุทธศักราช 2460 ทั้งๆ ที่ขณะนั้น ฝ่ายเยอรมัน เป็นฝ่ายมีชัยในการรบ แทบทุกสมรภูมิ หลังจากการประกาศสงคราม กับฝ่ายเยอรมันนีแล้ว พระองค์มีพระราชประสงค ์จะส่งกองอาสาไปร่วมในสงครามด้วย โดยแบ่งเป็น 2 กอง คือ กองบิน และ กองรถยนต์ทหารบก ทั้งนี้โดยเหตุผลที่ว่า เพื่อที่จะได้ไปเรียนรู้วิธีการต่างๆ ตลอดจนเทคนิคสมัยใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่กองทัพไทยต่อไปในอนาคต
           กองทัพอาสา ออกเดินทางจากประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2460 เมื่อถึงประเทศฝรั่งเศลแล้ว ทหารในกองบินทหารบก ได้เข้าสู่ยุทธภูมิเป็นหน่วยลำเลียงพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องสัมภาระทั้งปวงให้แก่ ทหารในแนวหน้า และมีการสู้รบเป็นครั้งคราว ยังผลให้ทหารไทยเกิดความชำนาญ และ ปฏิบัติภารกิจได้ดียิ่ง จนได้รับคำชมเชยจากทหารสัมพันธมิตร เป็นอันมากจากผลการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีนี้เอง รัฐบาลฝรั่งเศส จึงได้มอบตรา " ครัวเดอแกร์ "ประดับธงชัยเฉลิมพลเพื่อเป็นเกียรติยศ และเมื่อ 28 มิถุนายน 2461 ฝ่ายเยอรมันยอมแพ้ ทำสัญญาแวร์ซาย กองทหารบกรถยนต์ได้เดินทางกลับประเทศไทย และถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2462 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำรัส ต้อนรับกองทหารบกรถยนต์ มีใจความตอนหนึ่งว่า "การที่ธงของเจ้าได้รับตราต่างประเทศมาแล้ว ย่อมเป็นพยานอยู่ในตัวแล้วว่า นานาประเทศรู้สึกว่า ทหารไทยทำการกล้าหาญ น่าชมเชย ครั้นจะให้ตราทั้งหมด ก็เป็นการมากมายไม่ไหวอยู่เอง ข้าตั้งใจไว้นานแล้วว่า จะต้องแสดงอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เจ้าทั้งหลายแลเห็นชัดว่า ข้าปลื้มปานใด ในการที่พวกเจ้าได้ไปหาชื่อ ให้แก่ชาติไทยในครั้งนี้ ครั้นว่าข้าจะแจกตราให้แก่เจ้าทั้งหลายทุกคน ก็จะเป็นการมากมายนัก ข้าจึงคิดว่าจะให้ตราแก่ธงประจำกองของเจ้า ขอให้เจ้าถือว่าที่ข้าให้ตราแก่ธงนี้ เท่ากับให้แก่เจ้าทั้งหลายทุกคน เพราะธงเป็นเครื่องหมายสำหรับกอง เพราะฉะนั้น เมื่อธงได้รับตราและทุกๆ คนต้องตั้งใจรักษาเกียรติยศ ให้สมกับเป็นผู้รับตรา รามาธิบดีอันมียศ "
           เมื่อสิ้นกระแสพระราชดำรัส นายพันตรีหลวงรามฤทธิรงค์ (ต๋อย หัสดิเสวี) ผู้บังคับกองทหารบกรถยนต์ ได้อัญเชิญธงชัยเฉลิมพลเข้าสู่พระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผูกเครื่องราชอิสริยาภรณ์มีศักดิ์ รามาธิบดีที่ธงชัยนั้น
           ปัจจุบันนี้ ธงชัยเฉลิมพลของกองทหารบกรถยนต์ ซึ่งประดับตราครัวเดอแกร์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์ รามาธิบดีนั้น ได้รับการเก็บรักษาไว้ ที่พิพิธภัณฑ์กองทัพบก ในกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเกียรติประวัติ ของทหารบกรถยนต์ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ในขณะนี้เกือบจะถูกลืมเลื่อนไปแล้วก็ตามขอให้พวกเราระลึกเสมอว่า ทหารขนส่งของเรา เป็นหน่วยทหารหน่วยแรก ที่ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์ รามาธิบดี และได้รับการจารึกไว้ ในอนุสาวรีย์ทหารอาสา จนกระทั่งปัจจุบันนี้

           ขอให้พวกเราชาวทหารขนส่งทั้งมวล จงมีความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติอันงดงามนี้ และรักษาคุณความดีของทหารขนส่ง ให้อยู่คู่กับกองทัพบกไทยไปชั่วกาลนาน.
ชมรายละเอียดธงชัยเฉลิมพลเพิ่มเติม

ติดต่อ ขส.ทบ. เลขที่ 2 ถ.ประดิพัทธ์ แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.10300
โทรศัพท์ ขส.ทบ. 02 2410417-8, ท.5323686-7, 94599-00